ปัจจุบันเว็บไซต์ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลล้ำค่าที่ธุรกิจไม่อาจสูญเสียได้ โดยเฉพาะ WordPress ซึ่งเป็นระบบจัดการเนื้อหาที่ได้รับความนิยมสูง จึงตกเป็นเป้าของแฮกเกอร์ที่มองหาโอกาสเจาะระบบและขโมยข้อมูลสำคัญ เทคนิคการป้องกันเว็บไซต์ WordPress ให้ปลอดภัยเริ่มตั้งแต่การอัปเดตเวอร์ชันให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เลือกใช้รหัสผ่านที่รัดกุม และกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้อย่างรอบคอบเพื่อจำกัดความเสียหายหากถูกบุกรุก อีกทั้งควรติดตั้งปลั๊กอินเสริมด้านความปลอดภัยอย่าง Wordfence หรือ iThemes Security เพื่อช่วยสแกนหาช่องโหว่และป้องกันการโจมตีในระดับแอปพลิเคชัน
นอกจากนั้นยังควรเสริมเกราะป้องกันด้วยมาตรการเชิงลึก เช่น เปิดใช้งาน Two-Factor Authentication เปลี่ยน URL การล็อกอินจาก wp-login.php เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีแบบเดารหัสผ่าน (Brute Force) และปรับแต่งไฟล์ .htaccess เพื่อบล็อกการเข้าถึงไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญคือการวางแผนสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอและทดสอบการกู้คืนอยู่เป็นระยะ เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน การมีข้อมูลสำรองพร้อมใช้งานจะช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้รวดเร็วที่สุด ความปลอดภัยจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องปรับปรุงและเฝ้าระวังอยู่เสมอเพื่อปกป้องเว็บไซต์ของคุณอย่างยั่งยืน
🛡️ ความสำคัญของการรักษาความปลอดภัย WordPress
การรักษาความปลอดภัย WordPress มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ WordPress เป็นระบบจัดการเนื้อหาที่ได้รับความนิยมสูง จึงตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ที่หวังขโมยข้อมูลหรือฝังมัลแวร์ได้ง่าย หากเว็บไซต์ถูกเจาะระบบ อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ ธุรกิจ และข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ การป้องกันอย่างรัดกุมด้วยการอัปเดตระบบ ปลั๊กอิน ธีม และใช้มาตรการความปลอดภัย เช่น การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ที่เหมาะสมและสำรองข้อมูลสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของเว็บไซต์ไม่ควรมองข้าม
เพราะเว็บไซต์คือหน้าร้านของคุณ
หากคุณใช้ WordPress ในการสร้างเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บขายสินค้า บล็อก หรือพอร์ตโฟลิโอ การโดนแฮกอาจหมายถึง:
ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล
ระบบถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเว็บไซต์อันตราย
การถูก Google แบนจากผลการค้นหา
ชื่อเสียงของแบรนด์เสียหาย
ช่องโหว่ที่แฮกเกอร์มักใช้
บอทสุ่มรหัสผ่านเข้าสู่ระบบ (Brute Force Attack)
การเจาะผ่านปลั๊กอิน/ธีมที่ไม่ได้อัปเดต
การใช้ XML-RPC เพื่อเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้
การฝังโค้ดอันตราย (Malware Injection)
🧱 เทคนิคป้องกันการถูกแฮก WordPress แบบครบวงจร
1. ตั้งค่าการล็อกอินให้ปลอดภัยที่สุด
เปลี่ยน URL การเข้าสู่ระบบ
ใช้ปลั๊กอินอย่าง WPS Hide Login
เปลี่ยน URL จาก
/wp-login.phpเป็นคำที่เดายาก เช่น/my-secret-login
เปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA)
ใช้ปลั๊กอิน เช่น Google Authenticator หรือ WP 2FA
รหัส OTP จากมือถือช่วยป้องกันแม้รู้รหัสผ่าน
ป้องกันการสุ่มรหัสผ่าน (Brute Force)
จำกัดจำนวนครั้งที่พยายามเข้าสู่ระบบ ด้วยปลั๊กอิน Limit Login Attempts Reloaded
แบน IP ที่พยายามสุ่มรหัสเกินกำหนด
2. อัปเดตระบบและปลั๊กอินอย่างสม่ำเสมอ
อัปเดต WordPress Core ทุกครั้งที่มีเวอร์ชันใหม่
อัปเดตปลั๊กอินและธีมเป็นประจำ
ลบปลั๊กอินที่ไม่ใช้งาน เพื่อลดช่องโหว่
3. ติดตั้งปลั๊กอินความปลอดภัยที่เชื่อถือได้
Wordfence Security: มี Firewall + Scan Malware
Sucuri Security: เฝ้าระวังการโจมตีและตรวจสอบไฟล์
iThemes Security: ตั้งค่าความปลอดภัยอัตโนมัติหลายชั้น
4. สำรองข้อมูลเว็บไซต์ไว้เสมอ
ปลั๊กอินสำรองข้อมูลแนะนำ
UpdraftPlus – สำรองข้อมูลไปยัง Google Drive, Dropbox
BackupBuddy – เหมาะสำหรับมืออาชีพ
ควรสำรองข้อมูลบ่อยแค่ไหน?
เว็บไซต์ทั่วไป: สำรองสัปดาห์ละครั้ง
เว็บไซต์ร้านค้า: สำรองทุกวัน หรือทุก 12 ชั่วโมง
5. ปรับสิทธิ์ไฟล์ (File Permission) อย่างปลอดภัย
ค่ามาตรฐานของสิทธิ์ไฟล์
ไฟล์:
644โฟลเดอร์:
755ไฟล์
wp-config.php:400หรือ440เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
6. ปิดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นบน WordPress
ปิด Directory Listing โดยเพิ่มใน
.htaccess:apacheOptions -Indexesปิดระบบแก้ไขธีม/ปลั๊กอินจากแผงควบคุม:
phpdefine('DISALLOW_FILE_EDIT', true);
7. ป้องกัน XML-RPC และ REST API
XML-RPC
ปิดด้วยปลั๊กอิน Disable XML-RPC
หรือใช้
.htaccessดังนี้:apache<Files xmlrpc.php>
Order Deny,Allow
Deny from all
</Files>
REST API
จำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ใช้ที่ล็อกอิน
ใช้ปลั๊กอิน Disable REST API หรือเขียนโค้ดใน
functions.php
8. ตรวจสอบกิจกรรมผู้ใช้ในระบบ
ใช้ปลั๊กอิน WP Activity Log
ตรวจดูว่าใครทำอะไร เช่น แก้ไขหน้าเว็บ เปลี่ยนปลั๊กอิน
ถ้ามีผู้ใช้ใหม่เพิ่มเองโดยไม่อนุญาต ให้ถือว่าโดนแฮก
9. ป้องกันการเผยชื่อผู้ใช้งาน (Username Enumeration)
ปัญหาที่มักพบ
URL เช่น
?author=1หรือ/?author=2อาจเผยชื่อผู้ใช้แฮกเกอร์จะใช้ข้อมูลนี้สำหรับ Brute Force
วิธีแก้ไข
ใช้ปลั๊กอิน Stop User Enumeration
หรือเพิ่มโค้ดใน
.htaccessดังนี้:apacheRewriteCond %{QUERY_STRING} author=\d
RewriteRule ^ /? [L,R=301]
10. กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ให้เหมาะสม
จำกัดสิทธิ์ของผู้ใช้ตามบทบาท
ผู้ดูแล (Administrator) ควรมีไม่เกิน 1 คน
ผู้เขียน/บรรณาธิการไม่ควรสามารถติดตั้งปลั๊กอินหรือแก้ไฟล์ได้
11. ปิดการเข้าถึง wp-admin และ wp-login.php ด้วย .htaccess
จำกัด IP Address ที่สามารถเข้าใช้งานได้:
apache<Files wp-login.php>
Order Deny,Allow
Deny from all
Allow from 123.456.78.90
</Files>หรือเปลี่ยนการยืนยันตัวตนด้วย Basic Auth (ระดับเซิร์ฟเวอร์)
12. ตรวจสอบ Malware และ Backdoor ด้วยมือ
ใช้ FTP ตรวจดูโฟลเดอร์
uploads,themes,pluginsว่ามีไฟล์แปลก ๆ หรือไม่ไฟล์อันตรายมักตั้งชื่อคล้ายของเดิม เช่น
wp-config1.php,style.old.css.php
📌 สรุปแนวทางการป้องกัน WordPress จากการถูกแฮก
ตรวจสอบความปลอดภัยแบบ Checklist
ตั้งค่ารหัสผ่านให้ปลอดภัย
เปลี่ยน URL wp-login
เปิดใช้งาน 2FA
ติดตั้งปลั๊กอินป้องกันมัลแวร์
สำรองข้อมูลเป็นประจำ
ปิดระบบ XML-RPC และ REST API ถ้าไม่จำเป็น
จำกัด IP การเข้าถึง wp-admin
ตรวจสอบไฟล์แปลกปลอมในเว็บไซต์
ตรวจสอบกิจกรรมของผู้ใช้เสมอ
🖼️ ภาพประกอบ: แผนภาพระบบรักษาความปลอดภัย WordPress

(ภาพ Diagram โครงสร้างระบบ Firewall + WordPress Security Plugins)
🧾 บทส่งท้าย
การป้องกัน WordPress จากการถูกแฮกไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นเรื่องของ “ความใส่ใจ” และ “ความต่อเนื่อง” หากคุณลงมือทำอย่างจริงจังและทำตามคำแนะนำในบทความนี้ ไม่เพียงแต่เว็บไซต์ของคุณจะปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังทำให้แบรนด์ของคุณดูน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าอีกด้วย
หากคุณดูแลเว็บไซต์ WordPress อยู่ อย่าลืมทำตามคำแนะนำ การสอนความรู้ Elementor Pro ในบทความนี้ให้ครบ!
เพราะธรรมชาติรู้ดีที่สุด — Pipat Skin เลือกใช้ สารสกัดว่านหางจระเข้แท้ 100% สบู่สมุนไพรอโลเวร่า ผสานสมุนไพรธรรมชาติ เพื่อดูแลผิวคุณอย่างอ่อนโยนทุกวัน

